ค่าเงินบาทวันนี้ 14/11/65 เปิดที่ระดับ 36.04 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง

ค่าเงินบาทวันนี้ 14/11/65 เปิดที่ระดับ 36.04 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง

เศรษฐกิจ

ค่าเงินบาทไทยเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 36.04 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลง จากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 35.94 บาทต่อดอลลาร์ สัปดาห์นี้จับตาถ้อยแถลงเข้าหน้าที่เฟด และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีน

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์ประจำห้องค้าเงินธนาคารกรุงไทย ระบุ ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 36.04 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้าที่ระดับ 35.94 บาทต่อดอลลาร์ แนวโน้มของค่าเงินบาท ประเมินว่า เงินบาทอาจเริ่มชะลอการแข็งค่าและมีโอกาสอ่อนค่าลงได้บ้าง ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มราคาทองคำว่าจะเผชิญแรงขายทำกำไรรุนแรงจนปรับตัวลงหนักหรือไม่ (ราคาทองคำเคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทถึง 85%)

รวมถึงควรติดตาม ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่อาจเริ่มเห็นภาพการขายทำกำไรสินทรัพย์ไทยมากขึ้น หลังดัชนี SET ได้ปรับตัวขึ้นใกล้แนวต้าน ส่วนบอนด์ยีลด์ไทยเกือบทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะบอนด์ยีลด์ระยะยาวได้ปรับตัวลดลงพอสมควรในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น มองว่า เงินดอลลาร์ อาจย่อตัวลงใกล้โซนแนวรับได้ แต่ต้องระวัง การรีบาวด์ในระยะสั้นของเงินดอลลาร์ที่อาจเกิดขึ้น หากตลาดกลับมากังวลแนวโน้มเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย หรือมีปัจจัยเสี่ยงอื่นมากดดันให้ตลาดการเงินกลับมาอยู่ในภาวะระมัดระวังตัวหรือปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off)

คงคำแนะนำว่า ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมมองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 35.60-36.30 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 35.90-36.10 บาทต่อดอลลาร์

สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการเงินอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง (Risk-On) ตามความหวังว่าเฟดอาจชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยและอาจขึ้นดอกเบี้ยไม่ได้สูงมากนัก ในสัปดาห์นี้ มองว่า ควรจับตา ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาทิ Bowman, Mester และ Waller เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินของเฟด รวมถึง ติดตามรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ จากฝั่งจีนและสหรัฐฯ โดยในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีดังนี้

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนตุลาคม โดย ตลาดคาดว่า ยอดค้าปลีกอาจขยายตัวราว +1.0% จากเดือนก่อนหน้า หนุนโดยยอดขายรถยนต์ที่ปรับตัวขึ้นได้ดี รวมถึงการปรับตัวขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในสหรัฐฯ (หากหักผลของยอดขายรถยนต์และน้ำมัน ก็จะขยายตัวเพียง +0.2%) ทั้งนี้ การขยายตัวต่อเนื่องของยอดค้าปลีกจะสะท้อนแนวโน้มการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังดีอยู่ ทำให้เฟดยังมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง (แม้ว่าอัตราการขึ้นอาจชะลอลง) ซึ่งหากยอดค้าปลีกโตกว่าคาด ก็อาจทำให้ผู้เล่นในตลาดกลับมากังวลประเด็นการเร่งขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีกครั้งได้ (Good news is Bad news for the market) อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟด ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด (ส่วนใหญ่เป็น FOMC Voting Members) หลังจากที่ล่าสุด รายงานเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ ได้ชะลอตัวลงมากกว่าคาด นอกจากนี้ แนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ก็อาจตึงตัวน้อยลงและเริ่มชะลอตัวมากขึ้น หลังบรรดาบริษัทเทคฯ ต่างประกาศปรับแผนการจ้างงาน (ลดการจ้างงานใหม่) รวมถึงบางแห่งก็มีการเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก

ฝั่งยุโรป – ตลาดประเมินว่า บรรดานักวิเคราะห์และนักลงทุนสถาบันอาจมีมุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจเยอรมนีน้อยลง หลังวิกฤตพลังงานอาจไม่ได้น่ากังวลมากอย่างที่เคยประเมินกันก่อนหน้า ตามสภาวะอากาศในช่วงฤดูหนาวที่มีแนวโน้มอุ่นกว่าปกติ ซึ่งมุมมองดังกล่าวจะสะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนี (ZEW Economic Sentiment) เดือนพฤศจิกายน ที่จะปรับตัวขึ้นสู่ระดับ -52 จุด (ดัชนีติดลบ หมายถึง มุมมองเชิงลบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ) ส่วนในฝั่งอังกฤษ ยอดค้าปลีกเดือนตุลาคมอาจพลิกกลับมาขยายตัว +0.5%m/m แต่ก็เป็นการรีบาวด์หลังหดตัวหนักถึง -1.4% ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งตลาดยังคงกังวลว่า แนวโน้มการใช้จ่ายของผู้คนในอังกฤษอาจซบเซาต่อเนื่อง ตามปัญหาค่าครองชีพสูง ซึ่งได้สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) ที่อยู่ในระดับต่ำกว่า ช่วงวิกฤต GFC 2008 รวมถึงช่วงที่อังกฤษเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 1980s และ 1990s

ฝั่งเอเชีย – ตลาดมองว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาส 3 อาจขยายตัวในอัตราชะลอลง +1.2%q/q เมื่อเทียบเป็นรายปี จากที่โตถึง +3.5% ในไตรมาส 2 โดยเป็นผลจากการระบาดของ COVID-19 ในช่วงต้นไตรมาส 3 ซึ่งกดดันให้ภาคการบริการของญี่ปุ่นหดตัวและเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากการเปิดประเทศ นอกจากนี้ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาสินค้าพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ก็มีส่วนกดดันภาพเศรษฐกิจญี่ปุ่น อย่างไรก็ดี ตลาดประเมินว่า เงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งไม่รวมผลของราคาอาหารสดและพลังงานจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.4% ตามการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ผลิต รวมถึงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หลังการเปิดประเทศ โดยมองว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจเริ่มส่งสัญญาณพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดมากขึ้นได้ หากเงินเฟ้อดังกล่าวอยู่ในระดับสูงกว่า 2% ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 เดือนและยังมีแนวโน้มทรงตัวเหนือกว่าระดับ 2% ส่วนในฝั่งจีน ตลาดประเมินว่า ภาพรวมเศรษฐกิจจีนในเดือนตุลาคมยังคงซบเซาอยู่ ตามผลกระทบของมาตรการ Zero COVID โดยยอดค้าปลีกจะโตเพียง +0.7%y/y ส่วนยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ก็อาจเพิ่มขึ้น +5.2% สอดคล้องกับ การปรับตัวลงต่อเนื่องของดัชนี PMI ภาคการผลิตอุตสาหกรรมของจีนในช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในส่วนนโยบายการเงิน ตลาดคาดว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) จะเร่งขึ้นดอกเบี้ย +0.75% สู่ระดับ 5.00% หลังเงินเฟ้อยังคงเร่งตัวสูงขึ้น ส่วนธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ก็อาจขึ้นดอกเบี้ย +0.50% สู่ระดับ 5.25% เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปี้ยะห์ (IDR)

เรื่องนี้ถูกเขียนใน เศรษฐกิจ และติดป้ายกำกับ คั่นหน้า ลิงก์ถาวร